การดักฟังเสียงในหน่วยงายนราชกาลเป็นมักจะใช้เครื่องดักฟัง ตอนที่ 2

จะก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ถนนต้องกว้างพอในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ๆ การควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดนับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ถ้าหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ดูแลไม่สนใจ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันตรายหรือผลกระทบข้างเคียงก็อาจจะเกิดขนกับผู้ใช้อาคารและผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงได้คุณสงครามและชาวซอยร่วมฤดี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร กำลังมีข้อสงสัยกับการทำงานของเขตปทุมวันที่ได้ยืนยันเขตถนนของซอยร่วมฤดีว่ามีความกว้าง 10 เมตรตลอดแนว ให้กับบริษัทเอกซน 2 บริษัทเพื่อนำไปประกอบหลักฐานการขออนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์สูง 18 ชั้น และโรงแรมสูง 24 ชั้นที่มีที่ตั้งอยู่ในซอยนี้แต่พอชาวบ้านได้สอบถามเพิ่มเติมไปที่สำนักงานเขตก็ได้ความว่า ความกว้าง10 เมตรตลอดแนวที่แจ้งไปให้บริษัทเอกซนนั้น เป็นตัวเลขที่ได้มาจากเอกสารหลักฐานทะเบียนควบคุมที่สาธารณะของสำนักงานเขตปทุมวันใช้อยู่ มีได้มีการ  เครื่องดักฟังเสียงราคา วัดจริง ซาวบ้านจึงขอให้เขตปทุมวันวัดความกว้างใหม่ กลับพบว่าสภาพปัจจุบ้นฃองซอยร่วมฤดีมีเขตทางวัดได้จริงตั้งแต่ 7.80 – 10.40 เมตรหลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมตัวเลขขอบเขตความกว้างของถนนจึงถือเป็นเรื่องสำคัญของคนในซอยนี้ คำตอบคือว่า ซอยร่วมฤดีนี้เป็นซอยที่อยู่ในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ คนเยอะ รถติด หากให้มีการสร้างอาคารขนาดใหญ่เข้ามาอีก ก็จะยิ่งแย่ไปใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องของการป้องกันอัคคีภัย ปัญหาดังกล่าวจึงได้มีการออกกฏหมายบังคับไว้เพื่อมิให้มีการก่อสร้างอาคารในซอยที่มีเขตถนนกว้างไม่ถึง10 เมตรตลอดแนวโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ข้อ 2 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้บัญญ้ติว่า ที่ดินที่ใข้เป็นที่ตั้งของอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษที่มีพื้นที่อาคารรวมกันทุกชั้นไม่เกิน 30,000 ตารางเมตร ต้องมีด้านหนึ่งด้านใดของที่ดินนั้นยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร  เครื่องดักฟังไร้สาย ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตรการที่ซอยร่วมฤดีสภาพปัจจุบันมีเขตทางที่วัดได้จริงคือ 7.80 – 10.40 เมตรไม่ได้กว้าง 10 เมตรตลอดแนวตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงถือว่าการยื่นแจ้งเพื่อขออนุญาตก่อสร้างอาคารทั้งสองของบริษัทเอกซน (ถึงแม้ว่าจะอ้างตามหนังสือยืนยันของสำนักงานเขตปทุมวันในครั้งแรก) ขัดกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535)ข้อ 2 ทางสำนักงานเขตปทุมวันจะต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนี้1. มีคำลังให้ระงับการก่อสร้าง2. มีคำลังห้ามมิให้ใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคาร หรือบริเวณก่อสร้าง3. กรณีที่ผู้ฃออนุญาตไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจลังให้ดำเนินการรื้อถอนอาคารทั้งหมดหรือบางส วนได้หากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการใดๆ ในความผิดที่เกิดขึ้น ถือว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบ้ติหน้าที่โดยมีซอบ โทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเคลมประกันผ่านตำรวจทำไมจึงช้ากว่าทำเองกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ช่วงคาคุณรัตนาได้รับโทรศัพท์ด่วนจากญาติว่าพี่สาวประสบอุบัติเหตุถูกรถชนที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีตำรวจนำตัวส่งโรงพยาบาลบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุแล้วคุณรัตนาจึงเร่งรุดไปโรงพยาบาลในทันที และได้สอบถามตำรวจถึงผลคดีทราบเบื้องต้นว่าผู้ขับรถซนได้หนีไปจากที่เกิดเหตุแล้วส่วนอาการเบื้องต้นของเหยื่อ คือ ไตขวาฉีกขาด  เครื่องดักฟังทะลุกำแพง ต้องตัดทิ้ง นอกจากนั้นยังบอบซาตามตัว หายใจลำบาก ศีรษะ คิ้ว แก้ม ปาก มีบาดแผลแตกถลอก รวมถึงมีทรัพย์สินเสียหายอีกประมาณหนึ่งแน่นอนว่าเรื่องไม่ได้จบลงแค่คืนนั้น เพราะระหว่างที่รอให้ตำรวจตามตัวคนที่ซนแล้วหนีมารับผิดชอบ ทุกครั้งที่คุณรัตนาพูดคุยยับตำรวจเพี่อสอบถามเรื่องผลของคดี สิ่งที่ทำให้คุณรัตนาสะกิดใจตลอดเวลาก็คือคำพูดของคุณตำรวจในทำนองที่ว่า “ผมจะจัดการให้อย่างเต็มที่ แต่ก็คงจะเรียกเงินจากคนขับได้ไม่กี่หมื่น  หรอกนะคดีอย่างนี้” ซึ่งคำพูดทำนองนี้มันซวนให้คิดไปได้ว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มีเจตนาอื่นซ่อนเร้นไว้หรือไม่ เพราะแม้เวลาผ่านไปหลายเดือน คดีก็ไม่คืบหน้าไปไหนสุดท้ายคุณรัตนาจึงขอคำปรึกษามายังศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค และเมื่อศูนย์ฯ ได้ประสานงานไปกับทางตำรวจ จึงทราบว่าใบแจ้งความไม่ได้ระบุหมายเลขทะเบียนรถที่ซน ทั้งๆ ที่รถคันดังกล่าวก็อยู่ในที่เกิดเหตุ แม้คนขับจะหนีไปแล้วก็ตามซึ่งมองดูตามรูปการณ์ ก็ชวนให้เข้าใจได้ใกล้เคียงกับคุณรัตนาว่า ตำรวจไม่ยอมทำเรื่องให้ เพราะต้องการอะไรหรือเปล่าต่อมาทางศูนย์ฯ ได้ติดต่อกับทางบริษัทของรถตู้ที่ซน รวมทั้งบริษัทประกันเพื่อให้มาตกลงเรื่องค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทน แรกๆ ก็ไม่ได้ความคืบหน้าอะไรนักจึงประสานไปยังกรมการประกันภัย จังหวัดสมุทรปราการ โดยพาผู้บริโภคเข้าไปพบและแจ้งเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพื่อหาหนทางในการติดต่อเจรจาเกี่ยวกับค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดกับบริษัทประกันภัยแต่ที่น่าฉงนก็คีอในระหว่างการดำเนินการต่างๆ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ก็ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากนายตำรวจคนที่เป็นผู้รับผิดชอบคดีว่า“งานนี้เป็นเรื่องของตำรวจ คุณมาเกี่ยวอะไร คุณจะไปรู้อะไร ผมติดต่อผู้เสียหายกับคนขับ ไว้แล้ว เสียเงินค่าโทรตั้งหลายบาทแล้ว คุณจะมายุ่งได้ไง” เจ้าหน้าที่ศูนย์จึงตอบกลับ1ไป1ว่า “คุณจะดำเนินการอะไรก็เรื่องของคุณ แต่เรื่องผ่านมาเกือบ 2 เดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย’,ตำรวจนายนั้นก็ตอบด้วยนํ้าเสียงดังยิ่งกว่าเดิมว่า “งั้นผมหวังว่าคุณ’จะโชคดี…โชคดีแล้วกัน”ลักษณะนี้เริยกว่าฃู่หรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ คิดว่า การเจรจาค่าเสียหายครั้งนี้มีมูลค่าเป็นตัวเงินเทียบได้หลายแสนบาท ตามมูลค่ากรมธรรม์ที่บริษัทรถดู้ได้ประกันไว้การเจรจาผ่านไป 3 นัด ผู้เสียหายได้รับเงินซดเชยรวมแล้ว 340,000 บาท ขณะที่ตำรวจนายนั้นเคยบอกว่า “ได้ไม่กี่หมื่นบาทหรอก”เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะหลังจากที่คุณรัตนาได้รับเงินแล้ว ทางพนักงานบริษัทเจ้าของรถตู้ ซึ่งเป็นทั้งตัวแทนบริษัทและตัวแทนคนขับ  อุปกรณ์ดักฟัง ได้กระซิบดังๆ ว่าทางตำรวจบอกให้ไปหาเขาอีกครั้งเพื่อปิดคดี พอทุกฝ่าย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ศูนย์คุณรัตนา พนักงานบริษัทเจ้าของรถตู้ จูงมือกันมาถึงโรงพัก คุณรัตนาก็ได้นำหนังสือที่ระบุว่าได้รับเงิน 340,000 บาท และยอมความกันเรียบร้อยแล้วแสดงให้นายตำรวจท่านนั้นดู ตำรวจได้แต่ทำสีหน้าจ้อยๆ พร้อมกับบอกอ่อยๆ ว่า“กลับไปได้แล้ว”บทเรียนนี้สอนผู้บริโภคว่า ต้องรอบคอบและช่างสังเกต ดูหลักฐานการแจ้งความว่าเนื้อความระบุซัดเจนให้ดำเนินคดีหรือไม่ อย่างไร ถ้าเอะใจหรือไม่เข้าใจอะไรตรงไหนต้องรีบสอบถามผู้ที่มืความรู้ทางข้อกฎหมายทันที หรือถ้าเห็นว่าเรื่องการดำเนินคดีไม่คืบหน้าไปไหน ผู้บริโภคไม่ควรปล่อยให้ตำรวจดำเนินการเองนั้งหมด เพราะสิทธิของเราอาจจะถูกลิดรอน ไม่ได้รับผลประโยชน์หรือการชดเชยค่าเสียหายอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยอาจไปตกไปหล่นอยู่ตรงไหนก็ได้ เครื่องติดตามตัว  ความล้าหลังของกฎหมายจราจรลับซ่องว่างการรีดไถคุณบุญยืนมีบ้านอยู่ที่จังหวัดสมุทรสงคราม และมีกำหนดการจะเดินทางไปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยต้องแวะรับเพื่อนที่จังหวัดราชบุรี ก่อนออกเดินทางก็ตรวจเช็คสภาพรถอย่างดี ตรวจดูใบขับขี่และเอกสารต่างๆ พร้อม และไม่ลืมที่จะคาดเข็มขัดนิรภัยก่อนออกสตาร์ตเมื่อคุณบุญยืนไปรับเพื่อนที่ราชบุรีเรียบร้อย รถก็มุ่งหน้าออกจากราชบุรีไปตามถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นถนน 4 เลน ปริมาณรถราก็มีพอสมควร แต่ไม่ถึงกับหนาแน่น ครั้นขับออกจากราชบุรีมาได้ประมาณ 2 กิโลเมตร โดยปกติเธอก็ขับรถชิดถนนด้านซ้าย และเห็นป้ายเขียนไว้ข้างทางว่า “รถข้าให้ชิดซ้าย” แต่ประจวบว่ารถคันหน้าเป็นรถบรรทุกซึ่งขับข้ามาก คุณบุญยืนจึงตีไฟเพื่อแซงออกด้านขวาของถนนแต่แล้วก็พบว่า ข้างหน้ามีรถตำรวจทางหลวงจอดชิดขอบทางด้านซ้ายอยู่ 1 คันฉับพลันคุณตำรวจก็ถลาลงมาโบกรถอยู่กลางถนน คุณบุญยืนจึงชะลอรถ แล้วจอดชิดด้านซ้ายของถนนหน้ารถตำรวจ

เครื่องดักฟัง

Advertisements
การดักฟังเสียงในหน่วยงายนราชกาลเป็นมักจะใช้เครื่องดักฟัง ตอนที่ 2

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s